DBD

 Aryza

แป้งสมุนไพรธรรมชาติระงับกลิ่นกาย
ซึ่งมี "ข้าว" เป็นส่วนผสมหลัก
"ข้าว" เป็นสารอินทรีย์ ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติ เฉพาะตัว ดังนี้
√ Non-GMO Rice
      ผลิตจากข้าวที่ไม่ตัดต่อพันธุกรรม
√ Biodegradsble
      ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
√ Hyper-allergenic
    ไม่เหนียวเหนอะหนะไม่ระคายเคืองผิว
√ Oil Absorbent
      ดูดซับกลิ่นและความมัน
√ Water Repellent
      ป้องกันความเปียกชื้น
 
   ระงับกลิ่นกาย (กลิ่นตัวและกลิ่นเต่า)
  ระงับและดับกลิ่นเท้า
  ลดผดผื่นคัน ป้องกันความเปียกชื้น
 
  เนื้อแป้งละเอียด อ่อนโยน ใช้ได้
       แม้ผิวที่บอบบางและแพ้ง่าย
  ไม่เหนียวเหนอะหนะ
  ไม่ระคายเคืองผิว
  ให้ความรู้สึกเบาสบาย 
  รักแร้ไม่ดำ ไม่ทำลายเซลผิว
  ปกป้องและระงับกลิ่นกายยาวนาน
 
                     กว่า  24 ชั่วโมง
 

สถิติ

087460

https://goo.gl/nD9xwc

ขั้นตอนการป้องกันและระงับกลิ่นกาย

หมวดหมู่: ข้อมูลทั่วไป

 

การป้องกันและระงับกลิ่นกายระหว่างวัน

     1. อาบน้ำให้สะอาด

         หลังกิจกรรมหนักๆ  ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเล่นกีฬา  การออกกำลังกาย  หรือ แม่แต่การเดืนทาง การจ่ายตลาด  ร่างกายย่อมขับเหงื่อออกมาทั้งสิ้น  ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ที่อยู่ใต้ผิวหนัง ใต้วงแขน  ทั้งที่อยู่ในอากาศ ต่างก็ออกมาทำหน้าที่ย่อยสลายสารอาหารที่ออกมากับเหงื่อ ทำให้เกิดปัญหากลิ่นตัวตามมา  ถ้าไม่ทำความสะอาดหรือชำระล้างร่างกายระหว่างวัน เพื่อลดปริมาณประชากรแบคทีเรียแล้้ว   นอกจากจะได้ของรางวัลเป็นกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์  อาจจะได้โรคทางผิวหนังแถมมาอีกก็เป็นได้ การทำความสะอาดร่างกาย ด้วยการอาบน้ำจึงเป็นวิธีการป้องกันปัญหากลิ่นกายวิธี ที่ง่ายที่สุด วิธีแรก

       สำหรับผู้ที่มีปัญหากลิ่นตัวที่ค่อนข้างรุนแรง การทำความสะอาดร่างกาย ด้วยน้ำเปล่าหรือสบู่ทั่วไป อาจไม่เพียงพอ ควรพิจารณาเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์ ชำระล้างร่างกาย  ไม่ว่า จะเป็นสบู่ ครีม หรือ เจล อาบน้ำ  ที่มีส่วนผสมในการช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย  โดยต้องคำนึงถึงสภาพผิวเป็นสำคัญ  ถ้าผู้ที่มีปัญหากลิ่นตัวไม่รุนแรงนัก  อาจใช้วันเว้นวันก็ได้

 

      2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายให้เหมาะสม

 

          ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายมีให้เลือกใช้อย่างมากมาย หลากหลายยี่ห้อ  ไม่ว่าจะเป็นแบบลูกกลิ้ง(Roll on),  สเปรย์ระงับกลิ่น (Deodorant)  มีทั้งแบบยับยั้งเชื้อแบคทีเรียด้วยสมุนไพร และ แบบใช้กลิ่นระงับ,   แป้งสมุนไพร (Deodorant Powder)  ที่ให้ความรู้สึกแห้งสบาย เนื่องจากปัญหากลิ่นตัวของแต่ละคน   มีสาเหตุการเกิดกลิ่นที่ต่างกัน บางคนเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่หมักหมมอยู่ใต้รักแร้  บางคนเกิดจากกรรมพันธุ์ บางคนเกิดจากอาการเจ็บป่วย  บางคนเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นฉุนและรสจัด    การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายจึงจำเป็นต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม  เพราะผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายแต่ละชนิด มีข้อดี ข้อเสีย และ ข้อจำกัดที่ต่างกัน   

  • โรลออน แบบ ลูกกลิ้ง ข้อดี ใช้สะดวก  ข้อเสีย เหนียวเหนอะหนะ ไม่สบายผิว  มีคราบเหลืองเกาะติดเสื้อผ้า ทิ้งคราบใต้รักแร้ ทำความสะอาดยาก รักแร้ดำ บางยี่ห้อมีกลิ่นฉุนรุนแรง  
  • โรลออน แบบ สติ๊ก ข้อดี  แห้งง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะมาก ข้อเสีย  ทิ้งคราบเกาะติดรักแร้ บางยี่ห้อผสมสารเคมีเพื่อให้รักแร้ขาว 
  • สเปร์ระงับกลิ่นกายชนิดอัดแก๊ส  ข้อดี ใช้สะดวก ดับกลิ่นด้วยน้ำหอมเป็นหลัก ฉีดพ่นได้ทั้งตัว  ข้อแสีย มีส่วนผสมของเคมีซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และ ชีวิต อีกทั้งละอองที่เป็นฝอยแบบละเอียดจนฟุ้งจากสเปรย์ชนิดอัดแก๊สนั้น เกิดจากการใช้สารประเภทไฮโดรคาร์บอนซึ่งก็คือ ก๊าซบิวเทน(C5H10) และโพรเพน(C3H8) มาเป็นสารเป่าเพื่อให้เกิดละออง (Aerosol propellant) หากเราได้รับสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายผ่านการสูดดมในปริมาณที่มากเกินไป อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ หายใจลำบาก หอบหืด หรืออาจรุนแรงถึงขั้นหัวใจวายจนเสียชีวิตได้ ซึ่งเคยมีกรณีของการเสียชีวิตจากการสูดดมก๊าซบิวเทนและโพรเพนเกิดขึ้นแล้วหลายราย เช่นกรณีของชายวัยรุ่นชาวอังกฤษ นายโจนาธาน  แคปเวลล์ ซึ่งมีอายุเพียง 16 ปี ที่หมดสติภายในห้องนอนและเสียชีวิตในเวลาต่อมา แพทย์ผู้ชันสูตรสรุปผลการชันสูตรว่านายโจนาธานมีก๊าซบิวเทนและโพรเพนในกระแสเลือดเกินกว่าระดับอันตรายถึง 10 เท่า และเสียชีวิตเพราะการใช้สารต้านการหลั่งเหงื่อมากเกินขนาด ซึ่งการเสียชีวิตจากการสูดดมก๊าซบิวเทนและโพรเพนนั้น ทำให้ร่างกายเกิดภาวะพร่องออกซิเจน จนทำให้เกิดอาการหายใจไม่ออกและหัวใจหยุดเต้นในที่สุด  
  • สเปร์ยระงับกลิ่นกายชนิดน้ำ ในกระบวนการฉีดพ่น ใช้วิธีกาลักน้ำทั่วๆ ไป  จึงไม่เป็นอันตราต่อสุขภาพ แต่กระบวนการการซึมซับเข้าสู่ผิวหนังจะไม่ดีเท่าที่ควร  เพราะ สเปรย์ระงับกลิ่นกายชนิดน้ำส่วนใหญ่ทำมาจากสารส้ม  ซึ่งสารส้ม  มีประจุลบ ไม่สามารถผ่านผนังเซลล์เข้าสู่ร่างกายได้  จึงมีข้อจำกัดในการใช้ คือ เมื่่อฉีดพ่นแล้ว ต้องรอให้แห้ง ผู้ใช้จะรู้สึกเหนียวเหนอะหนะและไม่สบายตัว
  • แป้งสมุนไพรระงับกลิ่นกาย แบบผง  ข้อดี  แห้งสบาย ปลอดภัย  เป็นธรรมชาติ  ข้อเสีย บางยี่ห้อ  ใช้ทัลคัม ซึ่งเป็นแร่ใยหิน อาจก่อให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจตามมา  ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติ ที่มีความปลอดภัยสูง

 

 

การดูแลรักษาสุขอนามัยระหว่างสัปดาห์ - เดือน

 

           การกำจัดขนรักแร้

          เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายจะเริ่มผลิตฮอร์โมนต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงความเป็นชาย เป็นหญิง โดยปกติ เด็กหญิงจะเข้าสู่วัยรุ่นก่อนเด็กชายประมาณ 1 - 2 ปี ผู้หญิงโดยเฉลี่ยจะเริ่มมีขนรักแร้เมื่ออายุประมาณ 12 - 13 ปี ส่วนผู้ชายจะเริ่มมีขนรักแร้เมื่ออายุประมาณ 13 - 14 ปี  ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขึ้นของขนรักแร้นั้น พบว่าเกิดจาก ปริมาณและการหลั่งของฮอร์โมน รวมถึง "สภาพจิตใจ" ของแต่ละคน มีรายงานทางการแพทย์ยืนยันอย่างต่อเนื่องว่า ขนรักแร้เป็นแหล่งหมักหมมของเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้นขณะเหงื่อออก หากปล่อยทิ้งไว้นาน ไม่รักษาความสะอาดจะเป็นที่มาของกลิ่นไม่พึงประสงค์ ที่เรียกว่า "กลิ่นตัว" หรือ "กลิ่นเต่า"   ดังนั้น  เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น หรือ วัยไหนๆ ไม่ควรที่จะปล่อยให้ขนรักแร้ยาวและรกรุงรัง  ควรดูแลรักษาความสะอาดบริเวณรักแร้และขนรักแร้แและกำจัดขนรักแร้บ้าง  เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบบทีเรีย  ซึ่งวิธีการกำจัดขนรักแร้  มีหลากหลายวิธีด้วยกัน ดังนี้

         วิธีกำจัดขนรักแร้

    1. การถอนขน การถอนขนรักแร้เป็นวิธีกำจัดขนแบบดั้งเดิมที่จัดได้ว่าเจ็บมันที่สุด อุปกรณ์ที่ใช้มีเพียงแหนบอันเดียวเท่านั้น วิธีถอนขนรักแร้นี้สามารถกำจัดขนได้อย่างสิ้นซากไปทั้งราก ทำให้ผิวเรียบเนียนได้นาน แต่วิธีนี้อาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่มีคนรักแร้ปริมาณมาก ๆ ซึ่งแม้จะถอนเองได้ แต่ก็เมื่อยคอและปวดตาน่าดู อีกทั้งยังอาจทำให้ผิวเป็นตุ่ม ๆ เหมือนหนังไก่อีกด้วย T-T (วิธีนี้เจ็บมากที่สุด ระยะเวลาขึ้นใหม่ประมาณ 1-2 อาทิตย์)

    2. การโกนขน เป็นวิธีกำจัดขนยอดนิยมที่ทำได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว วิธีโกนขนรักแร้ก็ไม่ยาก หลังจากทาครีมโกนขนลงไปเรียบร้อยแล้วก็ให้คุณยกแขนขึ้นสูง ๆ แล้วเริ่มต้นโกนจากบนลงล่าง และจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง แต่เพื่อจะรักษาผิวใต้วงแขนของคุณให้เรียบไร้เส้นขน คุณจะต้องโกนขนทุก ๆ 2-3 วัน เพราะขนยังสามารถงอกกลับมาได้อีก อย่างไรก็ตาม การโกนขนก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการอักเสบของผิวจากใบมีดโกน นอกจากนี้ขนที่งอกออกมาหลังการโกนยังมีลักษณะเหมือนเสี้ยน ทำให้แทงผิวและเกิดอาการคัน อีกทั้งบางคนยังประสบกับปัญหาขนคุด แถมขนที่ขึ้นมายังดูดำและหนากว่าการถอนแบบธรรมดาด้วย (วิธีนี้เจ็บน้อยมากหรือไม่เจ็บเลย ระยะเวลาขึ้นใหม่ประมาณ 2-3 วัน)

    3. การแวกซ์ขนรักแร้ มีทั้งแวกซ์ร้อน (แบบใช้เนื้อแวกซ์ป้ายแล้วดึงออก) และแวกซ์เย็น (แบบแผ่นแปะแล้วดึง) การแวกซ์เป็นการกำจัดขนที่ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถกำจัดขนได้ถึงราก ทำให้มีผิวเรียบเนียนได้นาน ซึ่งบางรายอาจอยู่ได้นาน 1-2 เดือนเลยทีเดียว แต่วิธีนี้ก็มีข้อเสียหรือผลข้างเคียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คือความเจ็บขณะถูกแวกซ์ (แต่ก็เจ็บเพียงครู่เดียว เพราะหลังจากนั้นมันจะชา 555) และควรปล่อยให้ขนยาวอย่างน้อยกว่า 1 เซนติเมตร จึงจะเหมาะสมต่อการกำจัดขนด้วยวิธีนี้ (วิธีนี้เจ็บมากพอทนได้ ระยะเวลาขึ้นใหม่ประมาณ 3-4 อาทิตย์)
      แว๊กขนรักแร้
    4. เจลสมุนไพรกำจัดขน (BEAUTE HERB – โบเต้เฮิร์บ) อีกวิธีทําให้ไม่มีขนรักแร้ มีลักษณะเป็นเจลที่นำมาทาโดยใช้ไม้พายแบบพลาสติกหรือช้อนพลาสติกปาดเจลให้ทั่วบริเวณที่ต้องการจะกำจัดขน จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วเช็ดออก ขนก็จะหลุดออกมา (ภาพ : www.good1-foryou.com)
      สมุนไพรกำจัดขนรักแร้
    5. ครีมกําจัดขนรักแร้ ครีมกำจัดขนรักแร้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากการใช้ไม่ยุ่งยาก ไม่เจ็บ และได้ผิวที่เรียบเนียนเป็นที่น่าพอใจ วิธีการใช้ก็แค่ทาครีมลงบนผิวและทิ้งไว้ตามระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์แนะนำ (ไม่ควรทาทิ้งไว้นานกว่าที่กำหนด เพราะผิวอาจไหม้จากส่วนประกอบเคมีที่มีอยู่ในครีมได้) แล้วสารเคมีที่มีอยู่ในครีมจะเข้าไปกัดกร่อนเส้นขนให้อ่อนตัว เมื่อครบเวลาแล้วก็สามารถเช็ดหรือล้างออกได้โดยง่าย แต่มีข้อเสียเล็กน้อยคือครีมที่ใช้กำจัดขนส่วนใหญ่อาจมีกลิ่นที่ค่อนข้างฉุนอยู่บ้าง สำหรับวิธีการใช้ตามภาพก็ให้บีบครีม Veet ลงบนรักแร้พอประมาณ แล้วใช้ไม้พายที่มีอยู่ในกล่องปาดครีมให้ทั่ว จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 8 นาที (แต่ละสูตรจะมีเวลาต่างกัน) เมื่อครบเวลาแล้วก็ให้ลองใช้ไม้พายขูดเบา ๆ ตามแนวขน (อย่าย้อน) แล้วใช้ผ้าแห้งหรือทิชชูเช็ดเนื้อครีมออกอีกที จะทำให้ขนหลุดง่ายยิ่งขึ้น (วิธีนี้อาจเจ็บหรือทำให้รู้สึกแสบ ระยะเวลาขึ้นใหม่ประมาณ 2-3 วัน) (ภาพ : www.dek-d.com by Sky after rain)
      ครีมกําจัดขนรักแร้
    6. เครื่องถอนขนรักแร้ มีทั้งแบบถูก (300-1,500 บาท) และแบบแพง (3,000-5,000 บาท) คุณภาพก็ตามราคา ยิ่งแพงตัวเครื่องยิ่งมีตัวหนีบเยอะ สามารถถอนขนได้เร็วกว่า และรุ่นใหม่ ๆ จะมีการพัฒนาเพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บในขณะถอน โดยวิธีการถอนขนรักแร้ด้วยเครื่องนี้จะไม่เจ็บเท่ากับการใช้แหนบถอน เพราะเครื่องถอนจะถอนขนได้ไว ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกเจ็บมากเท่าไรนัก แต่อาจจะรู้สึกแสบบ้างเล็กน้อยตอนถอนเสร็จ (วิธีนี้เจ็บน้อย ระยะเวลาขึ้นใหม่ประมาณ 1-2 อาทิตย์) (ภาพ : pantip.com by App_Ban)
      เครื่องถอนขนรักแร้
    7. IPL – Intense pulsed light (ไอพีแอล) เป็นวิธีกําจัดขนรักแร้ถาวรด้วยคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่น 500-1,200 nm (นาโนเมตร) เป็นการใช้แสงความเข้มสูง เครื่องมือนี้จะเป็นการใช้ไฟแฟลชที่มีตัวกรองแสงเพื่อสร้างแสงมีความยาวคลื่นกับจังหวะการตกกระทบ และสามารถเข้าไปทำลายขนได้ โดยปกติแล้วเครื่อง IPL จะเป็นเครื่องที่ใช้รักษารอยดำรอยแดงเป็นหลัก แต่สามารถปรับความยาวของคลื่นเพื่อยิงกำจัดขน สามารถทำลายรากขนได้ และต้องทำซ้ำประมาณ 3-6 ครั้ง ทุก ๆ 3 อาทิตย์ ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการรักษาคือจะมีอาการบวมเล็กน้อย และจะหายบวมภายใน 24 ชั่วโมง จึงไม่จำเป็นต้องพักฟื้น แต่เครื่อง IPL จะไม่เหมาะกับคนผิวคล้ำนะคะ เพราะมีโอกาสเบิร์นได้ง่าย ทำให้ยิงแรง ๆ ไม่ได้ และต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ราคาต่อครั้งประมาณ 1,000-2,000 บาท (ภาพ : limageskinspa.com)
      ไอพีแอลกำจัดขนรักแร้
    8. Diode Laser (ไดโอดเลเซอร์) เป็นเลเซอร์ขนรักแร้ที่มีความยาวคลื่น 810 nm (เครื่องรุ่นเก่ายี่ห้อ MeDioStar และยี่ห้อ Soprano XL), ความยาวคลื่น 800-950 nm (เครื่องรุ่นใหม่ยี่ห้อ MeDioStar NeXT) และความยาวคลื่น 805-1060 nm (ยี่ห้อ LightSheer) เป็นเครื่องมือที่ให้พลังงานสูงและให้ผลดีกว่า IPL เนื่องจากมีความยาวคลื่นที่เหมาะสม และสามารถทำลายลึกถึงรากขนได้ เหมาะสำหรับกำจัดขนโดยเฉพาะ มีระบบความเย็นที่หัวเลเซอร์ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิที่ผิวชั้นบน ทำให้สบายและไม่รู้สึกเจ็บเท่ากับ Long pulse nd yag และต้องทำซ้ำประมาณ 4-8 ครั้ง ราคาทำต่อครั้งก็ประมาณ 2,000-3,000 บาท ส่วนถ้าเป็นคอร์สก็ราคาประมาณ 10,000-20,000 บาท (ภาพจากการรักษาด้วยเครื่องเลเซอร์ Lightsheer ระหว่างก่อนทำและหลังทำครั้งที่ 3 และครั้งที่ 5 by www.esteti-med.pl)
      ไดโอดเลเซอร์
     
     
    1. YAG (แย้ก) เป็นเครื่องที่เหมาะกับทุกสีผิวในการกําจัดขนรักแร้ถาวร มีทั้งแบบ Q Swithed nd yag (เป็นเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นสั้น 532 nm และ 1064 nm) และ Long pulse nd yag (คลื่นยาว 1,064 nm มีเครื่องหลายยี่ห้อ เช่น Gental Yag, Fontona, Coolglide, VARIA ฯลฯ) ถ้าจะใช้ YAG เพื่อกำจัดขนคุณต้องใช้แบบ Long pulse nd yag เท่านั้น เพราะจะสามารถทำลายได้ถึงรากขน และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวได้ด้วย โดยไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังชั้นบน แต่ถ้าเป็น Q Swithed nd yag จะไม่สามารถทำลายได้ถึงรากขน จึงไม่เหมาะกับใช้กำจัดขนค่ะ แต่จะเหมาะกับการใช้รักษาฝ้ากระมากกว่า ถ้าใช้ไม่ถูกแบบขนรักแร้ก็ไม่หายนะคะ ทางที่ดีคุณควรเลือกคลินิกหรือโรงพยาบาลที่น่าเชื่อถือได้ เพราะเครื่องมันก็มีหลายรุ่นหลายยี่ห้อ ถ้าเจอเครื่องที่ปรับได้แต่คลื่นสั้น ๆ (532 nm) หรือเครื่องที่ปรับได้ทั้งคลื่นสั้นคลื่นยาว แต่คนใช้ดันปรับเครื่องไม่เป็น (เพราะไม่รู้ความแตกต่าง) ก็เสียเงินฟรี และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีการยิงเลเซอร์กำจัดขนจะต้องทำซ้ำประมาณ 4-8 ครั้ง ส่วนราคาทำต่อครั้งก็ประมาณ 1,000-2,000 บาท ซึ่งส่วนมากจะขายเป็นคอร์ส คอร์สละประมาณ 8,000-20,000 บาท ราคาต่อครั้งเมื่อหารแล้วก็จะถูกลงมาหน่อย ส่วนการดูแลรักแร้หลังทำก็ให้งดการกระทำที่รุนแรงอย่างเช่น ขัดรักแร้ โกนรักแร้ หรือใช้สารเคมีจำพวกโรลออน บริเวณรักแร้ที่ทำประมาณ 7 วัน ระหว่างนี้ก็ให้ใช้แป้งเต่าไปพลาง ๆ ก่อนก็ได้ (ภาพ : bloggang.com by fayzereta)
      เลเซอร์ขนรักแร้
    2. นอกจากนี้ยังมีเครื่องเลเซอร์ชนิดอื่น ๆ อย่างเครื่องเลเซอร์ Ruby Laser ที่ความยาวคลื่น 694 nm (เป็นเครื่องที่ใช้ได้ผลดีกับการรักษาโรคของเม็ดสีดำ เช่น ปานดำ กระลึก รอยสัก ฯลฯ) และเครื่อง Alexandrite Laser ที่มีความยาวคลื่น 755 nm (เป็นเครื่องสำหรับรักษาเม็ดสีผิดปกติ เช่น กระ ปาน รอยสัก) ซึ่งในต่างประเทศบางแห่งก็นำมาใช้ในการกำจัดขนด้วย ส่วนนี้เขียนไว้เป็นความรู้ค่ะ แต่ขอแนะนำให้เลือก IPL หรือเลเซอร์กำจัดขนโดยตรงอย่าง YAG หรือ Diode Laser จะดีกว่า

    คำแนะนำ : ไม่ควรถอนขนรักแร้ก่อนทำเลเซอร์

Cr. ข้อมูลบางส่วน  โดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

 

02 กุมภาพันธ์ 2561

ผู้ชม 1099 ครั้ง

Engine by shopup.com